กลุ่มอายุไหน ในไทย มีโอกาสซื้อสินค้าประเภทไหน มากที่สุด ผ่านช่องทางออนไลน์

0

กลุ่มอายุไหน ในไทย มีโอกาสซื้อสินค้าประเภทไหน มากที่สุด ผ่านช่องทางออนไลน์

กลุ่มอายุไหน ในไทย มีโอกาสซื้อสินค้าประเภทไหน มากที่สุด ผ่านช่องทางออนไลน์

หลากหลายปัจจัยในประเทศไทย ทำให้การซื้อสินค้า ผ่านช่องทางออนไลน์เกิดความนิยมมากขึ้น ซึ่งทั้งกระแสการใช้งานของเคลือข่ายสังคมออนไลน์ใน ไทยก็มีกำลังสูงมาก ทำให้ปัจจัยการซื้อสินค้านั้น ยิ่งมีมากขึ้น แถมในปัจจุบัน การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ยังเป็นช่องทางที่สะดวกและบางแห่งก็ถูกกว่า ห้างร้านทั่วๆไปอีกด้วย

nConnect.asia ได้เผย พฤติกรรมของประชากรในประเทศไทยในเรื่อง การซื้อสินค้าประเภทต่างๆ ที่เหมาะสำหรับ กลุ่มวัยต่างๆ โดยได้นำสถิติที่เก็บมา ทั้งหมด 1 ปีที่ผ่านมา วิเคราะห์ออกมาเป็น 3 กลุ่มและ 3 สินค้าดังนี้

 

กลุ่มอายุ ตั้งแต่ 20 – 30 ปี

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มนักศึกษา และ คนวัยทำงานในระยะต้นๆ ซึ่งพฤติกรรมของกลุ่มนี้จะเป็นชอบในเรื่องสินค้า ความสวยงามความงาม หรือ เทคโนโลยีรวมถึง Gadget ต่างๆ ซึ่งจะมีความสนใจ เป็นอย่างมาก  ซึ่งมักจะเกิดความสนใจและยอดขายที่ตามมาเมื่อขายสินค้าประเภทนี้ กับกลุ่มอายุกลุ่มนี้   โดยหากเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนจะคิดเป็นสัดส่วนความนิยมดังนี้

สินค้าประเภทความสวยความงาม :  50% 
สินค้าประเภทสินค้า gadget   : 30%
สินค้าประเภทแฟชั่น : 18%
สินค้าประเภทอื่นๆ : 2% 

 

อายุ 20-30 ปี ช้อปปิ้ง

พฤติกรรมอายุ 20-30 ปี

 


 

กลุ่มอายุ ตั้งแต่ 30 – 40 ปี

กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มวัยทำงานที่ทำงานมาพอสมควร หรือ เป็นเจ้าของธุรกิจซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยพฤติกรรมที่ สุขุมมากขึ้นและความเป็นผู้ใหญ่ที่มากขึ้น กลุ่มนี้จึงมีความสนใจสินค้าที่เกี่ยวกับ บ้าน และ เกี่ยวกับรถ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสินค้า เหล่านี้มักเกิดความต้องการสูงในกลุ่มอายุ 30 – 40 ปี ในการซ้อปปิ้งออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนความน่าสนใจดังนี้

สินค้าที่เกี่ยวกับบ้าน และการดูแลบ้าน : 60%
สินค้าที่เกี่ยวกับรถ :  30%
สินค้าอื่นๆ : 10%

 

พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ อายุ 30-40 ปี


 

กลุ่มอายุ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เรียกว่าเป็นวัยที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงและมีอิทธิพลมากๆ กับสินค้าในบ้านและครัวเรือนเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาสการขายสินค้ากลุ่มนี้นั้น ค่อนเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ และ หน้าที่การงานเป็นผู้บริหาร หรือ กลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ที่พอสำหรับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจาก สถิติจากลูกค้าที่ติดตาม line@ ของ ลูกค้าหนึ่งเจ้าของ nConnect นั้น มีลูกค้าที่อายุ 40+ เป็นส่วนที่เยอะที่สุด นั้นโดยนับจาก สิถิติ คนติดตาม 12,562 คน บน line@   จากรูปภาพด้านล่าง กลุ่มอายุ 40+ จะอยู่กลุ่ม top 3 การขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง

สถิติ บน line@

 

ทีนี้แล้วสินค้าที่นิยมกับกลุ่มนี้ คืออะไรบ้าง มาดูสัดส่วนความนิยมได้ตรงนี้

สินค้าเครื่องครัว : 60% 
สินค้าอำนวยสะดวกในบ้าน : 35%
สินค้าสำหรับทำความสะอาด : 3%
สินค้าอื่นๆ : 2% 

 

ข้อมูลการช้อประหว่าง 40ปี ขึ้นไป


สถิติเหล่านี้ สามารถนำไปต่อยอด และ วิเคราะห์เพื่อการนำสินค้าขาย หรือ การทำแคมเปญบางอย่างที่เชื่อมกับสินค้าเหล่านี้ ในการขายสินค้าผ่านช่องออนไลน์ได้เลยครับ

3 วิธี ที่จะทำให้ค้นหาธุรกิจคุณเจอ บนการค้นหา Google

0

3 วิธี ที่จะทำให้ค้นหาธุรกิจคุณเจอ บนการค้นหา Google

เดี่ยวนี้ใครๆก็เข้าแต่ Google เพื่อค้นหาอะไรมากมาย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ลูกค้า เราๆเองก็ใช้ Google ในการค้นหาธุรกิจต่างๆ หรือ การใช้บริการต่างๆนั้นเอง ซึ่งก็เป็นข้อข้องใจ ว่าจะทำยังไง ให้เราค้นหาชื่อ ธุรกิจตัวเองเจอบน Google หรือ ลูกค้าที่ค้นหาคำที่เกี่ยวกับ ธุรกิจเราจะเจอเราได้อย่างไร ผมก็เลยมาแนะนำ 3 วิธีง่ายๆ ครับที่จะทำให้ ธุรกิจหาเจอใน Google ครับ

 

สิ่งที่คิดง่ายๆ เลยครับ ลองเอาชื่อ ธุรกิจของแบรนด์ตัวเอง ว่าเจอ หรือขึ้นอะไรบ้างครับ   จากภาพข้างบนผมลอง searching คำว่า “Tapanapons” ดูครับ สรุปขึ้นเว็บไซต์ตัวเองก่อนอื่นใด และอันที่ 2 จะเป็นการค้นหา เจอบน Twitter นั้นแปลว่า ทฤษฏี คือการเชื่อมโยงชื่อ ในช่องทาง Social หรือ ทางช่องทางอื่นๆ ก็มัผลในการค้นหาคำนั้นๆ แต่หากเราเปลี่ยนเป็น คำอื่น เช่น คำว่า “ติดตั้ง priceza”  ดูจากภาพด้านล่าง จะติดอันดับ 2 ส่วนเว็บไชต์แม่ หรือ เว็บไชต์ Priceza จะติดอันดับ 4 เท่านั้นเอง ซึ่งมีผลเวลาลูกค้า หรือ ใครก็ตามที่ต้องการค้นหาคำที่ต้องการ

ทีนี้ ไม่เพียงแค่นี้ ที่จะทำให้ค้นหาเจอนะครับ มาดูกันทั้ง 3 วิธีเลย ว่าจะทำยังไง เห็นได้ชัดกว่าแล้วทำยังไง

 สร้าง Google Business

สังเกตง่ายๆ เวลาค้นหาธุรกิจอะไรก็ตามแต่บน Google  แล้วข้อมูล จะขึ้นด้านขวามือ ทั้งแผนที่ ทั้งที่ตั้ง เวลาทำการ ร่วมถึงคะแนนของธุรกิจต่างๆ ครับ หลักๆ วิธีการทำง่ายๆ คือ การสมัครข้อมูล ผ่านทาง www.Google.com/business ได้เลยครับ โดยจะเป็นการกรอกข้อมูลและใส่ที่อยู่ให้ครบ
ไม่เพียงแค่นั้น Google ต้องยืนยันว่า ที่แหล่งนั้นมาจริง หรือ โดยจะใช้เวลาจาก Google ที่จะส่งมาให้ประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นก็จะเข้าถึงขั้นตอนการยืนยันก็สามารถใส่ รหัสยืนยันจาก Google ที่มาจาก จดหมายได้เลย ครับ แค่นี้ก็จะมีชื่อ ธุรกิจที่ขึ้นด้านขวามือแล้ว

 ส่งข้อมูลเว็บไชต์ให้ Google

การส่งข้อมูลเว็บไชต์ ให้ Google นั้น ไม่ใช่การส่งเมล หรือ การส่งอะไรก็ไปตาม แล้ว Google จะแก้ให้ ครับ แต่จะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Google Search Console หรือ พิมพ์ว่า www.google.com/webmaster ได้เลยครับผม ซึ่งจะทำการเชื่อมต่อกับเว็บไชต์ได้ไม่ยากมากนักครับ และเรายังสามารถส่งโครงสร้างให้ Google ตรวจสอบเพิ่มเติมในเรื่องความผิดพลาดได้ครับ ความพิเศษมันไม่ใช่แค่นั้นแต่ ยังรู้อีกว่า เราติดอันดับที่เท่าไหร่ตอนนี้ใน Google สำหรับ คำต่างๆที่ค้นหา

Google Webmaster

 

  คุณภาพของเว็บไชต์ จำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งนี้ต้องเรียกว่าจำเป็นมากๆ เพราะต่อให้ทำทั้ง 2 อย่างด้านบนแล้ว แต่คุณภาพเว็บไชต์ หรือ ข้อมูลนั้นไม่เชื่อมโยงกันก็จะไม่สามารถหาได้เจอบน Google นั้นเองครับ การรักษาคุณภาพเว็บไชต์ และพัฒนาเว็บไชต์อยู่เสมอด้วยครับ เพราะจะส่งผลให้ Google คิดว่าเรา เว็บไชต์เรายังทำงานอยู่  ครับ 

บทความนี้อาจจะประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับผม 🙂

 

 

 

 

โฆษณาแบบสินค้าตามหลอกหลอน (ReMarketing) บน Facebook ทำยังไง

0

โฆษณาแบบสินค้าตามหลอกหลอน ลูกค้า (ReMarketing) บน Facebook ทำยังไง

จริงๆ เรื่อง ReMarketing เป็นเรื่องนึงที่ไม่ใช่ใหม่นักในไทย และในวงการดิจิทัลเลย แต่แล้วแต่การเมื่อทำมันจริงๆ บางแบรนด์ หรือ บางเพจนั้น ทำแล้วไม่สำเร็จ ไม่โชว์มั่ง ไม่หลอกหลอกลูกค้า มั่ง ก็เลยนอยด์ๆ กันไป

ลองสังเกตง่ายๆครับ เวลาเข้า Lazada หรือเว็บไชต์ใหญ่ๆ มักจะมีสินค้ามาตามหลอกหลอนเราทุกครั้ง ด้วยคำต่างๆนาๆ ที่ทำให้เรานั้นกลับไปคลิกอีกครั้ง แต่หากเราจะทำเองล่ะ จะทำยังไง ? มาดู สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลยครับ

1. Pixel ติดตั้งแล้วไช่ไหม ? แสดงผล แล้วหรือยัง ?

Pixel เป็นตัวแปลที่สำคัญตัวนึงที่จะเชื่อม Website ของเรากับ Facebook นั้นเอง ซึ่ง Pixel นั้นก็ไม่ใช่แค่ใช้เป็นเรื่องมือ ECommerce ในเรื่อง Remarketing เท่านั้น แต่ Pixel สามารถนำไปเชื่อมกับกิจกรรมอื่นๆบนเว็บไชต์ของเราได้ ซึ่งมีการดูเว็บไชต์ จำนวนเท่าไหร่ ในสัปดาห์นี้ มีการกดสั่งซื้อ จำนวนกี่คำสั่งซื้อ เพิ่มสินค้าในรถเข็นกี่รายการ ซึ่งเอาจริงๆแล้วก็ไม่ต่างกับ Google Analytics ที่เป็นของ Google เลยนั้นแล่ะครับ ซึ่งในส่วนนี้เราจะต้องกำหนด เมื่อได้ Pixel ใน เว็บไชต์ครับ

Facebook Remarketing


แล้วจะรู้ได้ยังไง ว่าเว็บไชต์เรานั้นมีการติดตั้ง Pixel หรือยัง ?

ง่ายๆเลยครับ ให้ใช้โปรแกรมที่ Google Chrome หรือ Firefox ไปที่หน้าเว็บไชต์ของเรา แล้วคลิกขวา เลือก inspect จากนั้นจะมี POPUP Code เด้งขึ้นมาให้เราตรวจสอบ ให้เราไปที่ Tab ที่ชื่อว่า Element ให้กด Ctrl+F (ค้นหา) หรือใน Mac จะใช้ Command + F ครับ ให้พิมพ์ว่า Facebook ในช่องค้นหา จากนั้นในให้กด Enter เพื่อเลื่อนหาคำว่า facebook ไปเรือยๆ จนกว่าจะเจอคำว่า <! — Facebook Pixel Code –> ถ้ามี แปลว่า ติดตั้งสำเร็จ แต่ถ้าไม่มี แปลว่าติดตั้งไว้ผิดจุด

** ส่วนใหญ่ pixel Code จะใช้สำหรับ ติดตั้งบนส่วน head ของเว็บไชต์

facebook remarketing

 

 2. สร้าง Catalog บน Facebook

ตัวนี้เป็นตัวหลักเลยครับผม ที่จะทำให้โฆษณาสินค้าจากเว็บไชต์ของเราหลอกหลอนลูกค้าและทำให้เกิดการซื้อใน ณ ที่สุดได้ ซึ่ง catalog หลายคนคงคิดว่า ก็แปลว่า ต้องยัดสินค้าใส่ Facebook น่ะสิ ขอตอบเลยว่า ถูกต้องเลยแต่ไม่ใช่ว่าเป็นการ ยัดหน้าบ้าน ในส่วนของ Shop นะ ตัวนั้นจะเป็นอีกจุด เอาไว้มีโอกาสจะอธิบายส่วนนั้นให้ฟังครับ ส่วนอันนี้จากเว็บไชต์ก่อน ว่าจะสินค้าที่ลูกค้าเคยคลิ๊กเข้าไป ไปหลอกหลอนยังไง ?

Facebook reMarketing

หากดูจากภาพด้านล่างจะเห็นว่า จะมีสถานะ Product Feeds หรือ สินค้าที่มีการอัพโหลดขึ้น Facebook ไปแล้วนั้นเอง ซึ่งการอัพโหลดสินค้า ขึ้น Facebook จะมี 2 แบบ คือ Product Feed แบบ เชื่อมต่ออัตโนมัติ ตามเวลาและวันที่กำหนด และอีกแบบ ที่ดูจากรูปด้านล่าง จะเป็นการอัพจาก Manual ซึ่งจะอัพโหลดผ่านไฟล์ csv,xml ในการอัพขึ้นระบบ

Facebook reMarketing

และหน้านี้ก็จะเป็นสถานะ ว่ามีสินค้าที่จะบอกว่าสถาะนการอัพโหลดเป็นยังไงบ้าง

Facebook Remarketing

หากใครอยากทราบวิธีการแบบละเอียด และไฟล์อัพโหลด คลิกที่บทความนี้ได้เลย <คลิกที่นี่> 

 3. ทีนี้ก็เริ่มโฆษณา แบบสร้างความหลอนกันครับ

ให้มาที่ Ads Manager ครับ แล้วเลือก Create Ads หรือ สร้างโฆษณา ได้เลยครับผม โดยให้เลือกไปช่องขวาสุด  คือ Product Catalog Sales แล้วเลือก Product Catalog ที่เราอัพโหลดไปแล้วครับผม

ทีนี้ก็ถึงการหลอกหลอนครับว่าต้องการหลอกหลอนแบบไหน ตามภาพได้เลยครับผม

เมื่อกำหนดเสร็จก็เลือก เพจและ รูปแบบได้เลยครับ ได้ทั้ง ภาพแบบหลายๆภาพ หรือ Singel image ก็ได้ครับผม จากนั้นก็เริ่มงานได้เลยครับผม

ทีนี้เมื่อลูกค้าเข้าเว็บไชต์มา ความหลอนก็มักจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ 🙂

 

 

เคยสงสัยใหม i’m Felling Lucky ปุ่มไว้ทำอะไร

0

Google เป็นที่ที่แรก ที่คนมักจะเข้าเมื่ออยากจะรู้อะไรสักอย่างนึง แต่หลายคนเข้าไปแล้ว ICON GOOGLE ด้านบนของช่องค้นหานั้นมักจะเปลี่ยนรูปแบบไปอยู่เสมอ และ ยังทำให้ผมสงสัยอยู่ว่า Google นั้นหาข้อมูลยังไง หรือ List ข้อมูลข้อมูลไว้ที่ไหน

สิ่งนี้แล่ะทำให้ผมสงสัย อยู่จนผมได้ เห็นปุ่ม i’m Felling Lucky (ดีใจจัง ค้นแล้วเจอเลย) ผมเลยลองคลิกดู ซึ่งในนั้น มันมีข้อมูลที่เรียกว่า Doodle ซึ่งใน Doodle นั้นแสดงข้อมูลไว้หมดเลยว่า วันไหนเป็นวันอะไร ตรงกับวันอะไร สำคัญยังไง สิ่งนั้นคือสิ่งที่ Google มักจะบอกอยู่นั้นเอง

ซึ่งสิ่งที่บอกมีความสำคัญยังไง เรื่องนี้เป็นเรื่องนึงที่นักการตลาด หรือ คนที่มักจะเขียนคอนเทรนต์สามารถที่จะจับเทรนต์การเขียนได้และหาข้อมูล ได้จากที่นี่ว่าวันไหน ตรงกับวันอะไรเพื่อใช้ในการค้นหานั้นเอง

เรื่องนี้ผมขอลิงค์กับ BIG DATA ที่โดยข้อมูลที่ Google มีอยู่นั้นสามารถนำมาวิเคราะห์วันเวลา ทุกคนและทุกครั้งนั้นเข้า Google แล้วรู้สึกหาทุกอย่างได้มากขึ้นอีก ซึ่งประโยชน์นี้แล่ะ ที่จะเราจะนำมาต่อยอดในเรื่องการสร้างคอนเทนต์หรือการวางแผนเรื่องเกี่ยวกับวันเวลา หรือ วันสำคัญได้อีกด้วยครับ

Google

5 วิธีการ ที่ทำให้ คนติดตามบน Line@ เยอะขึ้น ?

0

5 วิธีการ ที่ทำให้ คนติดตามบน Line@ เยอะขึ้น ?

Line กลายเป็น ช่องทางแชทออนไลน์ ที่มีคนใช้มากที่สุดในประเทศไทย ตั้งแต่อายุ 15 ถึง 60ปีขึ้นไปก็ยังมีคนใช้ line ไม่น้อย เนื่องจากการใช้งานที่ง่าย ใช้งานได้ทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือ ทำให้การติดต่อสื่อสารที่ง่ายขึ้น ลูกเล่นก็เยอะ เข้าใจง่ายอีก แบบนี้เลยเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกๆกลุ่ม

ทีนี้ Line ก็ได้ พัฒนาสำหรับ ธุรกิจ โดยเริ่มแรก จาก Line Official( LINE OA) สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง จนมาเป็น Line@ (lineat) ที่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ฟรี ซึ่ง line oa มีคุณสมบัติคือ ลูกค้าไม่สามารถคุยด้วยได้ นอกจากเปิดระบบ On Air แต่ line@ นั้นสามารถทำได้ โดยการ chat 1 ต่อ 1 ได้ แต่ไม่สามารถทักไปก่อนได้ นอกจาก การส่งข้อความให้ลูกค้าเป็นแคมเปญนั้นเอง

ดังนั้น ผมเลยนำ 5 วิธีการ มาแบ่งปัน ว่าจะทำอย่างไรให้ มีคนติดตามบน line@ ของเราเยอะขึ้น

line at
1 : ทำเรื่องขอรับรองบัญชี line@ (เปลี่ยนสีโล่ จากสีเทาเป็นเป็น สีน้ำเงิน)

เป็นสิ่งที่น่าจะทำเป็นสิ่งแรๆ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาใน line สำหรับชื่อ แบรนด์นั้นๆ โดยการขอบัญชีรับรอง line@ นั้นทำได้ไม่ยาก หลังจากที่เรามีการสมัคร line@ แล้วก็สามารถทำตามขั้นตอนนี้ได้เลย > คลิกที่นี่ <  ซึ่งหากเป็นบัญชีที่รองรับแล้ว จะทำให้ลูกค้าสามารถหาเราเจอในการค้นหาใน line ซึ่งไม่ต้องแอดผ่าน link หรือต้องแอดที่ยาก นั้นเอง

2 : ซื้อ Premium ID

ตามภาพด้านบน LINE ID จะเป็น @ufo1088s ซึ่งเป็นการสุ่มของทาง line โดยจะยากแน่ๆ หากมีการให้ลูกค้าค้นหาแบบนี้  และ เมื่อเรามีการซื้อ Premium ID : นั้นก็จะเป็นชื่อตามใจชอบของเราได้เลย แต่ห้ามซ้ำกับคนอื่นเท่านั้นเอง เพื่อการค้นหาที่ง่ายขึ้น  ราคาอยู่ประมาณ 180 บาท

 

lineat

3 : เพิ่มปุ่มกด เพิ่มเพื่อนบน line บนเว็บไชต์  หรือหน้า Thank you

วิธีการนี้เป็นวิธีที่ค่อนจะเวิก เพราะเป็นการเพิ่มช่องทางเพื่อการได้เพิ่มมาอย่างเร็วขึ้น โดยที่เราแค่หาตำแหน่งวางที่เหมาะสมสำหรับเว็บไชต์ หรือ ไปวางในไว้ หน้า Thank you page สำหรับเว็บไชต์ ECommerce จะทำให้ มีคนติดตามเราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั้นเอง

 

4 : ใช้ line@ เป็น ฝ่ายบริการลูกค้า

เรื่องเป็นเรื่องนึงที่เรามักจะได้ line@ ในการกด เนื่องจากการใช้ line@ เป็นฝ่ายบริการจะทำให้ลูกค้านั้นสะดวกจะสนทนากับเรามากขึ้นและสามารถทักหาเราได้ตลอด ไม่เพียงแค่นั้น เรายังได้ลูกค้าที่กลับคืนมาและเราสามารถศึกษาพฤติกรรม หรือ ปัญหาที่เกิดขึ้นประจำเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้อีกด้วย

 

5 : ใช้เครื่องมือบน Line@ ให้เกิดประโยชน์

เป็นอย่างนึงที่หลายๆแบรนด์มักจะใช้กันบน Line@ โดยการทำ Coupon หน้า Promotion page หรือการให้ส่วนลดเมื่อมีการติดตาม line@ เองก็ดี ซึ่งเป็นประโยชน์มาก และมีโอกาสที่จะมีการติดตามที่มากขึ้น นั้นเอง

 

สิ่งที่เอามาแชร์นั้น เป็นการแชร์จากประสบการณ์ที่ทำมานะครับ อย่างไรก็ดี ก็มีไอเดียอื่นๆอีกมากมาย ที่เราสามารถใช้กับธุรกิจ หรือ ทำให้ line@ ของเรามีการติดตามที่มากขึ้นแน่นอนครับ ผม

 

ความแตกต่าง และคุณสมบัติแต่ละแพ๊คเก๊ต บน Line@

0

ความแตกต่าง และคุณสมบัติแต่ละแพ๊คเก๊ต บน Line@

Line@ เป็นรูปแบบการสื่อสารอย่างนึงแบบ B2C หรือ ธุรกิจกับลูกค้าได้อย่างง่ายผ่าน line โดย Line@ นั้นจะจัดอยู่ในหมวดของธุรกิจ Startup , ร้านอาหาร หรือ กิจการอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ใหญ่โตมากนักที่จำเป็นต้องซื้อ Line official เพราะค่าใช้จ่ายถึง 6-7 หลักทีเดียว

ทีนี้มาดูว่า line@ นั้นในแต่ละ packae ทำอะไรได้บ้าง กันหน่อยครับ ด้วยเหตุผลนี้สำหรับอธิบายให้กับคนที่สนใจจะเริ่มใช้งานและคนที่ใช้งานอยู่อาจจะอัพเกรดกันเพิ่มขึ้นครับ ซึ่งผมได้มีโอกาสในการใช้ Package ที่เรียกว่า Pro Plan ซึ่งเป็นแพ๊คเก๊ตกลางๆ แต่จริงๆแล้ว แพ๊คเก๊ต Pro กับ Pro+ จะต่างกันที่ จำนวนคนที่ติดตาม line@ เราเท่านั้นเองครับ

ทีนี้ผมจะขออธิบายสำหรับคนที่พึ่งหัดใช้ line@ เลยว่า แต่ละแพ๊คเก๊ตต่างกันยังไง

Package : Free

ของฟรีก็มีในโลก นี่แล่ะครับ ฟรีจริงๆ จริงแล้ว หากเป็น แพ๊คเก๊ตแบบฟรีๆ จะเหมาะสำหรับการส่งข้อความ ไปจำนวนคนไม่เกิน 1,000 ข้อความ หรือ 1,000 คนนั้นเองที่ติดตามเรานั้นเอง ครับ และสามารถโพสหน้า Timeline ได้ 4 ครั้ง ต่อเดือนนั้นเอง

* วิธีการคิดง่ายๆ  หากมี คนที่ติดตามอยู่ 200 คน  มีคนบล๊อก 20 คน นั้นแปลว่า เวลาส่งข้อความออกไป จะมีการเสีย 180 ข้อความ ในการส่งครั้งนี้ นั้นเองครับ ซึ่งจะเหลือ 820 ข้อความที่สามารถส่งได้ครับ  แต่ข้อความจะส่งได้แต่แบบ Text หรือ รูปภาพ เท่านั้นนะครับ จะไม่มี Rich Message ที่คลิกที่รูปแล้วลิงค์ไปได้เลย

Package : Basic 

ตัวนี้ราคาจะอยู่ที่ 26.9 เหรียญสหรัฐ ต่อเดือน หรือ นับง่ายๆก็ประมาณ 8-9 ร้อยบาทต่อเดือนครับ  โดยแพ๊คเก๊ตนี้จะสามารถส่งข้อความให้ได้ ถึง 50,000 ข้อความ และ โพสหน้า timeline ไม่จำกัด รวมถึงหลักๆ แล้ว คือ ส่วนเสริมเพิ่มเติมคือ Rich Message ซึ่งตัวนี้จะเจ่งมาก โดยจะสามารถใส่ลิงค์ในรูปได้เลย ซึ่งสามารถใส่ลิงค์ได้สูงสุดถึง 6 ลิงค์

line@

Package : Pro 

ราคา 53.9 เหรียญ ต่อเดือน หรือ ประมาณ 1900 บาท ต่อเดือนครับ โดยแพ๊คเก๊ตเป็นแพ๊คเกตที่เพิ่มขึ้นมาเยอะเป็นพิเศษเลย ซึ่งเรานั้นสามารถส่งข้อความ ให้กับคนไม่จำกัดจำนวนข้อความ และ จำนวนครั้ง (สูงสุด 50,000 คน) โดยมีตัวเสริมพิเศษที่เพิ่มเข้ามา จาก Rich Message  สิ่งที่ได้คือ

Targeted Message : การชี้กลุ่มเป้าหมายสำหรับ Message ตามอายุ และ เพศได้
Demographic Statistics : ** ตัวนี้ผมชอบเป็นพิเศษ เพราะสามารถดู ข้อมูลประชากรคนที่ติดตามได้ว่ากลุ่มอายุเท่าไหร่ ที่มากที่สุด ซึ่งเราก็รู้ด้วยว่ากลุ่มอายุกลุ่มไหนที่ติดตามมากที่สุด จะทำให้ เวลาเราส่งข้อความออกไป จะทำให้เราเข้าถึงมากขึ้น

line@ Statistics

 

Package : Pro+ 

ราคาจะอยู่ที่ 185.9 ต่อเดือน หรือ 6700 บาท ต่อเดือน โดยแพ๊คเก๊ตนนี้จะเหมือนกับ แพ๊คเก๊ต Pro ทุกอย่างแต่จะต่างเรื่องคนติดตาม ที่ได้สูงสุดถึง 300,000 คน ในการส่งข้อความนั้นเอง ครับ

แต่ซึ่งจริงๆ แล้วใครกำลังพึ่งหัดทำสำหรับธุรกิจ ก็แนะนำเป็นแพ๊คเก๊ตธรรมดา หรือ Free Plan ไปก่อนก็ได้แล้วหากมีคนติดตามมากขึ้นและโพสข่าวสารมากขึ้นก็ค่อยอัพเกรดแพ๊คเก๊ตได้เลยครับผม

 

วิธีคำนวน CPO และ CPU ง่ายๆสำหรับคำนวนค่าโฆษณาต่อการส่ังซื้อสินค้า

0

วิธีคำนวน CPO และ CPU ง่ายๆสำหรับคำนวนค่าโฆษณาต่อการส่ังซื้อสินค้า

CPO  หรือ Cost Per Order ที่เกิดขึ้นจากการโฆษณา เป็นการคำนวน การใช้ค่าโฆษณา ต่อ 1 การโฆษณาที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้ว ถือว่าเป็น ต้นทุนที่เสียใจไป เพื่อแลกกับ จำนวน 1 คำสั่งซื้อลูกค้านั้นเอง

ทีนี้ ลองมาแยกว่า CPO และ CPU คืออะไร และต่างกันตรงไหนครับ

CPO : Cost Per Order ( ค่าใช้จ่าย ต่อ 1 คำสั่งซื้อ) การคำนวนจากจำนวนรายการสั่งซื้อว่า มีกี่รายการสั่งซื้อ และ จะใช้สูตรในการคำนวนเป็นสูตร Count ฉะเป็นส่วนใหญ่

CPU : Cost Per Unit ( ค่าใช้จ่ายต่อ 1 จำนวนสินค้า) การคำนวนนี้ จากจำนวนที่ได้ ทุกออเดอร์ซึ่งใน 1 รายการสั่งซื้ออาจจะมีการสั่งซื้อสินค้าที่มากกว่า 1 ชิ้นนั้นเอง

ทีนี้ก็เริ่มมาคำนวนการใช้ กันครับ ผมจะอธิบายให้ฟังนะง่ายๆ จาก รูปภาพที่ส่งให้ดูครับ

คำนวนแบบ CPO ( Cost Per Oder ) 

สินค้า จำนวนเงินที่ใช้ไป คำสั่งซื้อ CPO
Nike 2500 50 50
Adidas 3130 100 31.3
Van 5000 15 333.3

สรุปจาก ตารางด้านบน คือ อัตราการคิดที่นำ จำนวนเงินที่ใช้ไป หารด้วยคำสั่งซื้อ จะเกิดเป็น CPO เกิดขึ้น
**ยกตัวอย่าง : Nike ซื้อโฆษณาบน Facebook ช่องทางเดียว​โดยจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook ไปแล้ว 2,500 บาท และมีรายการสั่งซื้อสินค้าจำนวน 50 รายการ นั่นแปลว่า ต้นทุนโฆษณาต่อการสั่งซื้อ คือ 50 บาทนั้นเอง

คำนวนแบบ CPU ( Cost Per Unit ) 

สินค้า จำนวนเงินที่ใช้ไป รายการสั่งซื้อ จำนวนชิ้นที่ขาย CPU
Nike 3500 50 80 43.75

สรุปจาก ตารางด้านบน คือ อัตราการคิดที่นำ จำนวนเงินที่ใช้ไป หารด้วยคำสั่งซื้อ จะเกิดเป็น CPU เกิดขึ้น
**ความแตกต่าง : Nike ซื้อโฆษณาบน Facebook ช่องทางเดียว​โดยจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook ไปแล้ว 2,500 บาท และมีรายการสั่งซื้อสินค้าจำนวน 50 รายการ แต่ว่ามีจำนวนมี 80 ชิ้น แต่ว่านั่นแปลว่า ต้นทุนโฆษณาต่อการสั่งซื้อ คือ 43.75 บาทนั้นเอง

วิธีนี้เป็นวิธีคิดง่าย โดยการนำวนคำนวนครับ

>> ในครั้งหน้าเป็นการ สรุปยอด การทำ Report ECommerce  โดยใช้สร้าง Dashboard Excel ครับ

ทำไมนักการตลาดออนไลน์ จำเป็นต้องเข้าใจภาษาโปรแกรมเมอร์เบื้องต้น

0
Online Marketing

ทำไมนักการตลาดออนไลน์ จำเป็นต้องเข้าใจภาษาโปรแกรมเมอร์เบื้องต้น

หากเอาจริงๆแล้ว หลายคนมักจะตั้งคำถามว่าว่านักการตลาดออนไลน์ทำไม ต้องเข้าใจภาษาโปรแกรมเมอร์เบื้องต้น หรือ ระดับสูง เพราะอะไร ?  เพราะอะไร ทำไมล่ะ ?

ผมมักอธิบายให้ใครหลายคนฟังแม้แต่ลูกค้าของผมเอง ว่าทำไมต้องถึงจำเป็นต้องเข้าใจ นิดหน่อยก็ยังดี เพราะอย่างนึงการสนทนากับโปรแกรมเมอร์เองก็ดี หรือการมองภาพ เราจะมองเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่องเข้าเรื่องเว็ปไชต์ หรือ Application มากขึ้น ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น มันก้ไม่ไช่แค่เพียง HTML อีกต่อไป แต่มันอาจจะมองไปถึง PHP , SQL เป็นต้น

ทีนี้ผมจะอธิบายเป็นข้อๆความ ทำไมถึงควรทำความเข้าใจว่า เหตุฉะไหนที่นักการตลาดออนไลน์ทำไมต้องต้องเข้าใจภาษาของโปรแกรมเมอร์ หรือ ภาษาคอมพิวเตอร์ สำหรับการเขียนเว็ปไชต์ หรือ แอปพลิเคชั่น

 

ง่ายต่อการคุยงาน

เมื่อเรามีความเข้าใจทางด้านภาษาของโปรแกรมเมอร์แล้วหลักๆ จะทำให้เรามีมุมและแง่คิดในการคุยงานมากขึ้น มากกว่าถามว่า ทำได้ไหม ทำแล้วจะเป็นยังไง แต่อันนี้เราก็จะสามารถมองภาพในหัวได้ออกทันทีว่ามันจะเป็นแบบไหน หรือ ทำไกด์ไลน์สำหรับเราได้อย่างดี ในการต่อยอดไอเดีย

เข้าใจระบบมากขึ้น

มักเป็นข้อเสียสำหรับ นักการตลาดออนไลน์หลายๆคนที่สั่งงานโปรแกรมเมอร์ แต่ไม่เข้าใจระบบและหลักการของมัน ซึ่งสิ่งนี้แล่ะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า ทำได้ หรือ ทำไม่ได้ หรือ จะเอาไปใช้อะไรยังไง มีอะไรรองรับ ต้องเตรียมอะไร และยังเข้าใจ ความสามารถของโปรแกรมเมอร์ของเราด้วยความเขาถนัดด้านไหน หรืองานแบบไหน

บางอย่างเราแก้ไขเองได้

สิ่งสำคัญคือ โปรแกรมเมอร์มักจะงานล้นมือ หรือ จะสมองแล่นกลางคืนกัน สิ่งนี้บางทีไม่ทันใจเรา หรือ บางสิ่งเผื่อเขาป่วยไม่สบาย (องค์กรขนาดเล็ก) หรือ อยากให้ทันใจเช่น หน้าตาเว็ปไชต์ หรือ ลิงค์หรือการแก้ไข เบื้องต้น ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกใช้เขาตลอด ทันใจวัยรุ่นอีกด้วย

โอกาสการเติบโต

ต้องบอกเลยครับว่างานสายนี้ ความต้องการสูงมากๆ ซึ่งผู้บริหารหลายๆคนอยากจะได้ โปรแกรมเมอร์ที่เข้าใจการตลาด และ ก็เช่นเดียวกัน อยากได้นักการตลาดที่เข้าใจภาษาเว็ปไชต์ หรือ แอปพลิเคชั่น อย่างน้อยๆก็เบื้องต้นเพื่อการทำงานกว้างมากขึ้น  ซึ่งโอกาสการเติบโตก็มาพร้อมกับหน้าที่การงานที่เพิ่มขึ้นแน่นอน ครับ

 

ทำความรู้จัก Hotjar ตัวช่วยที่จะทำให้รู้สาเหตุว่า ลูกค้าสนใจอะไรในเว็ปไชต์เราที่สุด

0

ทำความรู้จัก Hotjar ตัวช่วยที่จะทำให้รู้สาเหตุว่า ลูกค้าสนใจอะไรในเว็ปไชต์เราที่สุด

หลายคนคงสงสัยว่า เมื่อลูกค้าเข้ามาใน Website หรือ Landing Page ของเรานั้น เขาไปคลิกอะไร หรือ เขาหยุดอยู่ตรงนั้น นานที่สุดจะทำยังไง โดยจริงๆ แล้วมี รูปแบบนี้ใน Google analytics ก็มี แต่เรานั้นก็ไม่สามารถจะรู้แบบลึกๆ ได้เลย แต่ Hotjar ทำเป็น Video ให้เราเลยว่า แล้วลูกค้านั้นคลิกอะไร ยังไง หรือเลื่อนไปหน้าไหน

2017-03-15_13-04-47

ว่ามาดูการทำงานของเจ้าตัวนี้กันครับ

หลักๆการทำงานของตัวนี้จะเหมือน Google Analytics เลย ที่จะต้องเอา code นั้นมาแปะบน ของส่วนหัวของเว็ปไชต์ หรือเรียกว่า Heading ซึ่งจะมีการติดแล้วทำการยืนยันว่าการติดเรียบร้อยแล้วอีกทีนึง

ซึ่งเมื่อเราติดตั้งแล้ว ระบบจะนำเราเข้าสู่หน้า Dashboard หรือ หน้ารวม ที่บอกกิจกรรมมใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาว่า มีคนเข้าเพจเราทำนั้นกี่คน และมีการ Record เป็น Video ให้เราดูเพิ่มเติมอีกด้วย

2017-03-15_13-06-06

โดยเมื่อดูจากรูปภาพด้านบน ผมพึ่งมีกาารติดตั้ง Hotjar ลงบนเว็ปไชต์ เมื่อคืนนี้ และ เริ่มทำการ Reccording 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา ผลก็จะออกมาเป็นแบบนี้ครับ ซึ่งข้อดีหลักๆ ของมันคือ

  1. มีวีดีโอที่ดูพฤติกรรมของคนที่ใช้งานเว็ปไชต์เราว่า สนใจและคลิกตรงไหน
  2. สามารถสร้าง Poll และ Survey ได้ด้วย
  3. สามารถรู้ว่าส่วนไหนของเว็ปไชต์ หรือหน้า landing มีความสนใจมากที่สุด
  4. ติดตั้ง Code ที่ง่ายมากๆ
  5. มีให้ทดลองใช้ฟรี ซึ่งดีมากๆ

แล้วทีนี้มาดูกันครับ ผมยกตัวอย่างลูกค้า 1 รายที่เขาเข้ามาดู ในเว็ปไชต์ที่ซื้อโฆษณาว่าเขาสนใจอะไรบ้าง ซึ่งเราก็จะนำส่วนนี้ไปปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปครับ

หากใครดูไม่ได้ ลองคลิกที่ลิงค์นี้เลยครับ > คลิกที่นี่ 

5 ผู้ให้บริการ Hosting ในไทยที่รองรับระบบ Magento

0

5 ผู้ให้บริการ Hosting ในไทยที่รองรับระบบ Magento

ECommerce ในไทยกำลังเป็นกระแสอย่างมาก ซึ่งคนก็ไม่จำเป็นต้องออกนอกบ้านอีกต่อไป ซึ่งสามารถเดินไปศูนย์การค้าบนเว็ปไชต์ หรือ บน Application แทนการออกจากบ้านที่แดดร้อน ได้เลยและการชำระเงินก็เยอะมากๆ ทั้งบัตรเครดิต การชำระเงินปลายทาง จนกระทั่งตอนนี้มีการผ่อนสินค้าออนไลน์กันได้แล้วด้วย

พูดถึงในมุมลูกค้ากันแล้ว มาพูดในฝั่งธุรกิจกันบ้าง

หลายธุรกิจก็เริ่มอยากจะขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์กันเยอะมาก ซึ่งถ้าเห็นๆ กันในปัจจุบันก็จะเห็น Central, Powerbuy หรือกระทั่ง Big C เป็นต้น ก็จะมีการขายสินค้าที่เป็นสินค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์โดยบริการส่งให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากออนไลน์ได้เลยเหมือนมาเลือกซื้อที่ห้างสรรพสินค้า และชำระเงินได้เลย

Magento

รูปแบบการจัดการระบบของเว็ปไชต์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้ Magento , WooCommerce , opencart เป็นต้น

โดยผมจะรูปแบบการจัดการเว็ปไชต์ที่นิยมที่สุดและมีขนาดค่อนใหญ่มาก หรือจะเรียกได้ว่าเป็นตัวปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ นั้นคือ Magento แต่เนื่องด้วยเป็นระบบปฏิบัติการที่ใหญ่มาก Hosting ที่รองรับก็ต้องใหญ่เช่นเดียวกัน โดยมาดูกันว่า 5 ผู้ให้บริการ Hosting ในไทยที่รองรับระบบ Magento  จะมีเจ้าไหนบ้าง

1. netdesignhost

2. hostneverdie


3. hostdynamo


4. hostchaiyo


5. SiteGround Hosting

 

โดย 5 ผู้ให้บริการเว็ปไชต์ Hosting นี้จะมีศูนย์ในไทย แต่หากต้องการระบบที่ใหญ่ขึ้นก็แนะนำเป็น การใช้ Amazaon Web Service ได้เลยครับผม  โดยในครั้งถัดไปผมจะพูดถึง Amazon web service ครับว่าจะใช้งานยังไง และเหมาะสำหรับอะไรบ้างนะครับ

 

แนะนำสำหรับคุณ