วิธีคำนวน CPO และ CPU ง่ายๆสำหรับคำนวนค่าโฆษณาต่อการส่ังซื้อสินค้า

CPO  หรือ Cost Per Order ที่เกิดขึ้นจากการโฆษณา เป็นการคำนวน การใช้ค่าโฆษณา ต่อ 1 การโฆษณาที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้ว ถือว่าเป็น ต้นทุนที่เสียใจไป เพื่อแลกกับ จำนวน 1 คำสั่งซื้อลูกค้านั้นเอง

ทีนี้ ลองมาแยกว่า CPO และ CPU คืออะไร และต่างกันตรงไหนครับ

CPO : Cost Per Order ( ค่าใช้จ่าย ต่อ 1 คำสั่งซื้อ) การคำนวนจากจำนวนรายการสั่งซื้อว่า มีกี่รายการสั่งซื้อ และ จะใช้สูตรในการคำนวนเป็นสูตร Count ฉะเป็นส่วนใหญ่

CPU : Cost Per Unit ( ค่าใช้จ่ายต่อ 1 จำนวนสินค้า) การคำนวนนี้ จากจำนวนที่ได้ ทุกออเดอร์ซึ่งใน 1 รายการสั่งซื้ออาจจะมีการสั่งซื้อสินค้าที่มากกว่า 1 ชิ้นนั้นเอง

ทีนี้ก็เริ่มมาคำนวนการใช้ กันครับ ผมจะอธิบายให้ฟังนะง่ายๆ จาก รูปภาพที่ส่งให้ดูครับ

คำนวนแบบ CPO ( Cost Per Oder ) 

สินค้า จำนวนเงินที่ใช้ไป คำสั่งซื้อ CPO
Nike 2500 50 50
Adidas 3130 100 31.3
Van 5000 15 333.3

สรุปจาก ตารางด้านบน คือ อัตราการคิดที่นำ จำนวนเงินที่ใช้ไป หารด้วยคำสั่งซื้อ จะเกิดเป็น CPO เกิดขึ้น
**ยกตัวอย่าง : Nike ซื้อโฆษณาบน Facebook ช่องทางเดียว​โดยจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook ไปแล้ว 2,500 บาท และมีรายการสั่งซื้อสินค้าจำนวน 50 รายการ นั่นแปลว่า ต้นทุนโฆษณาต่อการสั่งซื้อ คือ 50 บาทนั้นเอง

คำนวนแบบ CPU ( Cost Per Unit ) 

สินค้า จำนวนเงินที่ใช้ไป รายการสั่งซื้อ จำนวนชิ้นที่ขาย CPU
Nike 3500 50 80 43.75

สรุปจาก ตารางด้านบน คือ อัตราการคิดที่นำ จำนวนเงินที่ใช้ไป หารด้วยคำสั่งซื้อ จะเกิดเป็น CPU เกิดขึ้น
**ความแตกต่าง : Nike ซื้อโฆษณาบน Facebook ช่องทางเดียว​โดยจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook ไปแล้ว 2,500 บาท และมีรายการสั่งซื้อสินค้าจำนวน 50 รายการ แต่ว่ามีจำนวนมี 80 ชิ้น แต่ว่านั่นแปลว่า ต้นทุนโฆษณาต่อการสั่งซื้อ คือ 43.75 บาทนั้นเอง

วิธีนี้เป็นวิธีคิดง่าย โดยการนำวนคำนวนครับ

>> ในครั้งหน้าเป็นการ สรุปยอด การทำ Report ECommerce  โดยใช้สร้าง Dashboard Excel ครับ